เห็นตลาดหุ้นไม่ตื่นตระหนกกับเรื่องการเมืองก็รู้สึกดีครับ งานการจะได้เดินไปได้ต่อ ดีใจกับคนที่มีหุ้นถือหุ้นอยู่ด้วยไม่ต้องหวาดผวากัน แต่อย่างไรก็อย่าลืมให้ความสนใจกับคนที่ไม่มีหุ้นไม่มีเงินลงทุน มีหนี้สินแค่หมื่นสองหมื่นก็จนปัญญาไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหนมาชดใช้หนี้สินนั้นด้วย คนเหล่านี้แหละครับที่ออกมาเรียกร้องส่งเสียงก่อความรำคาญอยู่ คนที่ปลุกปั่นยุยงให้เขาออกมาแม้จะบิดเบือนเรื่องราวจนพิศดารจนยากเกินจะเข้าใจได้ แต่ความไม่ทัดเทียม ช่องว่าง นั้นมีอยู่จริง ๆครับ ผมอ่านหัวข้อหนึ่งที่หลาย ๆคนพากันโล่งใจเรื่องหุ้น แล้วก็เข้าใจขึ้นมาเลยว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งถึงถูกชักจูงให้ทำเรื่องที่ไม่เหมาะควรได้ง่ายดายนัก เพราะความแตกต่างมันมีอยู่ให้เห็นครับ คนกลุ่มหนึ่งกังวลว่าหุ้นจะราคาตก กับอีกกลุ่มหนึ่งมีหนี้สินแค่หมื่นสองหมื่นก็กลุ้มอกกลุ้มใจไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนหาเงินมาชดใช้ ความช่วยเหลือต่าง ๆที่มีก็เข้าไม่ถึง พยายามจนสุดความสามารถแล้วก็ยังไม่เข้ากรอบเกณฑ์ความช่วยเหลือ พอมีคนมาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้โดยเงื่อนไขในการเข้าถึงเขาสามารถกระทำได้ เขาจึงรักนักรักหนา แม้วันนี้จะกระทำความผิดก็อยากจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ตะแบงไปว่าไม่เป็นธรรมเรียกร้องความเป็นธรรมให้ก็กระทำได้ไม่ขัดเขิน เพราะคนที่ว่ายึดมั่นในความถูกต้องความดีมีจริยธรรมคุณธรรมไม่เคยได้หยิบยื่นความช่วยเหลือใด ๆให้กับเขาเลย และที่จริงความรู้ก็มีไม่เท่าทัน ยิ่งโดนพวกเดียวกันที่ไว้ใจปลุกปั่นเข้าไปยิ่งแล้วไปใหญ่ วันนี้เหตุการณ์ดำเนินมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่แน่ใจว่าได้เวลาเหมาะควรสำหรับการเจรจาหรือยัง พวกหัวขบวนไม่ต้องไปพูดถึงเขามีประโยชน์แอบแฝงอยู่แน่นอน แต่น่าจะได้เจรจาหาความจริงจากชาวบ้านว่าได้รับความเดือดร้อนอะไร อยากให้ช่วยแก้ปัญหาอะไร จึงทำให้มากันชุมนุมกัน ณ.เมืองหลวงนี้ และอย่าได้ตัดสินกันง่าย ๆว่าถูกจ้างมาก็เลยมา โดยไม่ใส่ใจค้นหาปัญหาที่แท้จริงที่เป็นพื้นฐานฝังอยู่ในจิตใจ ที่ทำให้ง่ายดายต่อการยุยงปลุกปั่น การจะเหยียดประณามว่าโง่เขลา ชี้หน้าก่นด่า พิพากษาว่าเบาปัญญา ท่าเดียวนั้น คงไม่ได้ช่วยให้อะไร ๆดีขึ้น ปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆก็ยังดำรงณ์คงอยู่ รอวันประทุระเบิดเมื่อมีคนไปจุดชนวน ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่ามีใครพยายามทำและหวังผลจากเรื่องตรงนี้อยู่ เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว การเรียกร้องความเป็นธรรมความเท่าเทียม จนเลยเถิดไปถึงการล้มล้างองค์กร ล้มล้างสถาบันอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเราลงไปสิ้น เมื่อถึงเวลานั้นแล้วเราจะโทษใคร โทษคนที่เรียกร้องสิทธิ ด่าว่าเขาทำผิดคิดผิดเป็นคนชั่วเลวหรือ หรือด่าไอ้พวกมักใหญ่ใฝ่สูงที่มายุยง หรือจะโทษตัวเราเองที่ละเลยเพื่อนไทยด้วยกัน จนเกิดเรื่องขึ้น ไำม่ต้องพูดให้หรูหราเรื่องสิทธิความเท่าเทียม เอาแค่ว่าเราจะป้องกันตัวเองจากคนที่หมดหนทางช่วยตัวเองกันไหม
เป็นเวลานานหลายปีมาแล้วอันที่จริงนับสิบปีน่าจะได้ ที่ผมมีทัศนคติและความคิดเห็นว่าคนกลุ่มหนึ่งนั้นชั่วเลว และโง่เง่า ในช่วงเวลาดังกล่าวผมมักจะถูกตั้งข้อสังเกตุว่าเชื่อความคิดของตัวเองเกินไปเชื่อมั่นในตัวเองมากจนเกินไปไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ๆ ครั้งนั้นผมไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรเท่าไหร่หรอกครับ ออกจะภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเรื่องราวหลาย ๆอย่างคลี่คลาย สิ่งที่ผมคิดนั้นแม้ในที่สุดจะถูกต้อง แต่ก็มีสิ่งที่ผิดพลาด และหลงลืมนึกคิดไป การมีชีวิตอยู่ของคนเรานั้นต้องเปิดใจให้กว้าง ๆเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆที่หมุนวนอยู่รอบ ๆตัวเรา แต่การเปิดใจให้กว้างนั้นถ้าเป็นเพียงการเปิดโอกาสให้คนอื่นความคิดอื่นได้แต่แสดงตัวแต่ขาดการเข้าใจและยอมรับ เป็นแต่เพียงรับรู้เอาไว้นั่นก็ยังไม่ดีพอ เปิดใจยอมรับ เข้าใจเห็นอกเห็นใจ แต่เป็นแต่เพียงจากฐานข้อมูลการคิดของเรานั่นก็ยังไม่มากพอ แต่เราควรจะเปิดใจให้กว้าง ๆยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ๆยอมรับความมีตัวตนของคนอื่น ๆความคิดเห็นอื่น ๆ และลองคิดและเข้าใจเรื่องราวจากฐานการคิดในแบบของคนอื่น ๆบ้างนั่นจะทำให้เรารู้สึกได้ ว่าทำไมเขาจึงคิดแตกต่างไปจากเราแล้วค่อยมาตัดสินกัน ไม่ใช่ตัดสินคนอื่น จากความคิดเห็นของเรา นั่นจึงจะทำให้เราสามารถเข้าใจคนอื่น ๆหรือใครต่อใครอย่างที่เขาเป็นจริง ๆได้
เป็นเรื่องที่พูดแล้วมันดูง่ายแต่ในความเป็นจริง สิบปีที่ผ่านมาผมเองก็เพิ่งจะรับรู้และรู้สึกได้ถึงวิธีการนี้อย่างเบาบาง แต่อย่างไรก็สามารถสัมผัสได้บ้าง และจะพยายามฝึกฝนตนเองต่อ ๆไป ไม่ใช่เพื่อเป็นผู้วิเศษอะไร แต่เพียงเพื่อจะดำรงณ์ตนให้อยู่ในสังคมมนุษญ์ได้อย่างราบรื่นเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาคิดไปแล้วที่คิดว่าเก่ง ว่าถูก ก็เป็นแต่เพียงคนใจแคบคนหนึ่งเท่านั้นเอง
ผมคิดว่า คำพูดของ คุณ สุรชัย แซ่ด่าน มีนัยสำคัญที่ทำให้ทุกๆท่านได้ขบคิดนะครับ ถ้าเรายังอยากให้วิธีคิดทางคุณธรรมและจริยธรรม ดำรงอยู่ในวิถีความคิด และแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของคนในสังคมเราได้ ก่อนอื่นเราต้อง “หยุดถึงการแสดงออกแห่งความเกลียดชัง” มวลชนสีแดง เสียก่อนแล้ว เราควรมาช่วยกันวิเคราะห์ ระดมความคิดกันว่า เราจะทำอย่างไร กับภาพของคนจน ที่กำลังเติบโตและขยายตัวมากขึ้นบนความสัมพันธ์ ที่ผสมกันได้อย่างดี กับ, เงิน, ทุน อำนาจ อย่าพึ่งด่วนสรุปกัน ว่า มวลชนแดง นั้นโง่ และคิดไม่เป็น ในฐานะที่เราเป็นชนชั้นกลาง ที่มีการเข้าถึงในสิ่งต่างๆได้มากกว่าพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา ทุน ฯลฯ ทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้ จึงทำให้ ทุน เงิน และอำนาจ เข้ามาครอบงำจิตใจเราได้ยากกว่าคนจนรากหญ้าโดยทั่วไป เราจึงคิดถึงและพูดถึงเรื่อง คุณธรรมและจริยธรรมได้อย่างไม่ขัดเขินใดๆ แต่ในภาวะของการเป็นคนจน ถ้าเรามองพวกเขาอย่างวิเคราะห์บนความเมตตา เราอาจจะเห็นร่องรอยอะไรบางอย่าง ที่มันมีปัญหาอยู่อย่างค่อนข้างมาก ที่เขาเรียกว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” นั้นก็น่าจะไม่ผิดอะไร เราต้องช่วยกันคิดให้แตกว่า จะทำอย่างไร พวกเราในฐานะเพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน จะช่วยกันแก้ไข และขจัด ปัญหาทางโครงสร้างเหล่านี้ ให้ทุเลาเบาบางลง เพื่อไม่ให้ คนอย่าง คุณทักษิณ คนอย่างคุณ สุรชัย หรือ คนอย่างสามเกลอ หรือ นักการเมืองเลวรุ่นต่อๆมา ได้นำประเด็นที่เป็นปมที่ยังไม่ได้แก้ดังกล่าวนี้ ไปขยายผลเพื่อสร้างเงื่อนไขอื่นๆในการหาผลประโยชน์ และทำลายล้าง องค์กร หรือ สถาบันหลักอื่นๆในสังคมไทยได้อีกต่อไป มาช่วยกันเถอะครับ พี่น้องทุกๆสี ผมคิดว่า ทุกท่านเป็นพี่น้อง และมีความรัก และหวังที่จะแก้ปัญหา ความวุ่นวายต่างๆให้มันจบไปจากสังคมไทยของเรา ใช้ วิกฤติครั้งนี้ ให้เกิดโอกาสต่อสังคมให้มากที่สุด กันเถอะครับ
ลมเหนือ กรุงเทพฯธุรกิจ
ช่องว่างความไม่ทัดเทียม นั้นมีอยู่จริง ๆ เราคงต้องช่วยกันขยับให้มันแคบเข้า ไม่ปล่อยไว้ให้ใครมาใช้ยุยงปลุกปั่นได้อีก และที่สำคัญอย่างไรเขาทุกคนก็คนไทย ที่อยู่ร่วมบนผืนแผ่นดินเดียวกันกับเรา ก็สมควรมีสิทธิเท่าเทียมกันกับเรา แต่ความจริงการเข้าถึงความช่วยเหลือต่าง ๆนั้นห่างไกลกันมาก ที่คน ๆนั้นเป็นขวัญใจฝังใจชาวบ้านอยู่ ก็เพราะนโยบายที่ออกมานั้นเข้าถึงใจของเขาเหล่านั้น เขาเหล่านั้นได้เข้าถึงโอกาสดี ๆต่าง ๆอย่างที่ไม่เคยมีใครหยิบยื่นให้มาก่อน แม้จะรู้ว่าขวัญใจสุดที่รักทำผิดก็อยากจะยกโทษให้ ก็เพราะไม่เคยมีใครให้เขาได้มากอย่างนี้ จึงเข้าข้างกันอย่างที่ใคร ๆว่าโง่ ว่ารักไม่ลืมหูลืมตานั่นแหละ เราอย่ามัวแต่ชี้หน้าด่ากราดว่าพวกเขาโง่ พวกเขาคิดผิดกันอยู่เลย ที่ถูกต้อง ที่ดีงามนั้นจะกระทำได้อย่างไร ก็ควรให้โอกาสกัน แต่ก่อนอื่นคนเหล่านี้แม้พยายามอย่างเต็มที่แล้วเขาก็ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ จะได้รับโอกาสได้รับความช่วยเหลือใด ๆเลย ถ้าเรายึดกฎหรือกรอบแบบเดิม ๆผมว่าอย่างไรคนกลุ่มนี้ก็ยังเป็นคนนอกอยู่ดี ต้องอยู่กับความคับแค้นรอเวลาให้พวกฉวยโอกาสมายุยงปลุกปั่น เรามีโอกาสที่ดีกว่าเขาเราก็ต้องช่วยเหลือเขาไม่ใช่รังเกียจเขา ไม่ใช่หน้าที่อะไรของคนชนบทที่จะต้องเสียสละให้คนในเมืองอยู่เรื่อย ฤดูน้ำมากก็ต้องยอมให้ระบายน้ำเข้ามาท่วมที่นาเพื่อคนในเมืองจะได้อยู่สบาย ฤดูแล้งก็ถูกแย่งน้ำทำนาเอามาให้คนในเมืองใช้ ครู ตำรวจ ข้าราชการ หมอ พยาบาล คนใดประพฤติชั่วก็ยกเอาไปให้อยู่กับคนบ้านนอก ชีวิตต้องรับแต่ของเหลือเดนอยู่เรื่อย เราคิดว่าเราเป็นธรรมกับเพื่อนไทยด้วยกันหรือเปล่าครับ เรามีโอกาสดีกว่าก็น่าจะแบ่งปันช่วยเหลือให้โอกาสกับคนที่เขาเข้าถึงโอกาส ต่าง ๆได้น้อยกว่า ถ้าจะเอาแต่ก่นด่ากันอยู่ รังเกียจกันอยู่ ตัดสินกันบนฐานการคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ก้อย่าได้แปลกใจเลยถ้าจะมีใครใช้เรื่องโบราณอย่างเรื่องชนชั้นมาปลุกปั่น แล้วก็ยังมีคนเชื่ออีก เพราะความคับแค้นมันสุมรออยู่ก่อนแล้ว
วันพรุ่งนี้ กรุงเทพฯธุรกิจ
คนที่อยู่รอบ ๆตัวเรานั้นมีมากมายหลายแบบ แต่แบบไหนบ้างที่เราควรจะเก็บเอาไว้ใกล้ตัวจริง ๆถ้าพูดแบบกว้าง ๆก็คงต้องบอกว่าเลือกคนที่ดี ๆมีความจริงใจ ไม่คิดร้ายกับเรา มีความมุ่งหวังอยากจะเห็นเราได้ดี ผมเองนั้นมีเพื่อนไม่เยอะครับ อันที่จริงจะว่ารู้จักคนไม่เยอะก็ไม่ใช่แต่ที่ผมรู้สึกว่าเป็นเพื่อนนับญาตกันว่าเป็นเพื่อนนั้นมีน้อย จริง ๆ คงเป็นที่ผมเป็นคนที่ยุ่งยากมากเรื่องกับเรื่องนี้ด้วยกระมัง แต่เมื่อมาคิดพินจพิจารณาดูกันให้ดี ๆ สิ่งหนึ่งที่ผมได้พบคือ ตัวผมเองยังไม่เคยทำความรู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างเพียงพอเลยว่าตัวเองนั้นเป็นคนเช่นไร แล้วอย่างนี้จะให้มานับใครเป็นเพื่อนได้ก็คงยากเพราะยังไม่รู้เลยแม้แต่ว่าตัวเองต้องการอะไร ในหลาย ๆคราวผมรู้สึกว่ามีคนที่หวังดีกับผมเยอะนะ แต่กลับส่งผลร้าย ไม่ใช่เขาประสงค์ร้าย แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักตัวเองดีพอ บางครั้งความหวังดีของคนอื่น ๆที่มีให้กลับมาทำความอึดอัดให้กับตัวเอง เพราะรู้สึกทำให้ตัวเองเขวไป บางครั้งก็ไม่ทันได้รู้สึกเพราะตัวเองก็ไม่รู้จะไปทางไหนอยู่แล้วก็เดินผิดทิศผิดทางไป เลยทำให้ระวังตัวไม่สนิทกับใครได้ง่าย ๆ ทำไมเมื่อต้องการรู้เรื่องอะไรสักเรื่องถึงถามคนรอบ ๆตัวก็มีแต่ไม่รู้ ทำไมต้องการอยากจะทำงานสักอย่างก็ไม่มีใครที่อยู่ใกล้ ๆพอจะแนะนำได้ ทำไมเรานับหนึ่ง แทนที่จะมีคนนับสองสามสี่ กลับมีคนขานว่า ค.ควาย ซ้ำร้ายบางทียังมีว่า แล้วจะนับไปทำไมอีกต่างหาก รู้สึกว่าคนรอบ ๆกายนี้ไม่มีใครจะส่งเสริมให้ได้ดีอย่างใจเลย แต่ทั้งนี้ก็เพราะตัวเราเองไม่รู้จักตัวเองอย่างดีพอจึงไม่ได้สั่งสมมวลมิตรคนรอบข้างที่คอยเกื้อหนุนตัวเรา หาใช่ความผิดของใครหรือใครไม่หวังดีกับเราไม่ เพราะฉะนั้นถ้าหากอยากจะมีคนรอบ ๆตัวที่ช่วยเหลือเกื้อกูลหรือสนับสนุนกัน ก่อนอื่นต้องรู้ให้แน่เสียก่อนว่าตัวเองต้องการอยากจะหาสิ่งใด ถึงตอนนั้นแล้วก็จะรู้ว่าคิดหวังสิ่งใดจากใคร รวมทั้งใคร ๆเขาก้จะรู้ด้วยว่าเขาจะช่วยเหลือสิ่งใดเราได้ ผมเป็นคนโชคดีมากที่แม้ในวันที่ยังไม่เข้าใจตัวเองดีพอก็มีคนที่หวังดีอยู่แวดล้อมตัวอยู่หลายคนแม้คำแนะนำความคิดเห็นที่มีให้กับเราจะไม่ได้ถูกใจและนำมาใช้ได้ (เพราะเขาเองก็คงไม่รู้ว่าจะแนะนำอะไร) แต่ความหวังดี และกวังอยากจะเห็นเราได้ดีนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยมอย่างน่าชื่นใจ ถึงวันนี้เมื่อเข้าใจตัวเองดีขึ้นคราวนี้ก้รู้แล้วว่าอยากจะคบหากับใครคนประเภทไหน และใคร ๆก็คงรู้ว่าจะช่วยอะไรได้บ้างรวมทั้งเรา ก็รู้ว่าจะคบหาใครแบบไหนและช่วยเหลือใครเขาได้อย่างไร และทุกๆอย่างจะเกิดเป็นขึ้นมาไม่ได้หากไม่รู้ความต้องการที่แน่ชัดของตัวเองก่อน
สวัสดีปีใหม่ทุก ๆคน ส่วนตัวเริ่มต้นวันนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่หัวเสียหงุดหงิดตั้งแต่เช้าเลย อย่างไรก็ไม่ได้ถือเอาเป็นฤกษ์ร้ายของการเริ่มต้นหรอก อย่างที่บอกไปเราเริ่มต้นกันใหม่ได้ในทุก ๆวันทุก ๆเวลาอยู่แล้ว คนอื่น ๆไม่รู้เป้นอย่างไรบ้างอย่างไรก็ขอให้มีความสุขสนุกกันให้เต็มที่และขอให้สิ่งดี ๆจงบังเกิดกับทุก ๆคนตลอดทุก ๆที่ทุก ๆเวลา อยากให้ทุกคนได้คิดหวังกันในสิ่งที่ดีได้รับในสิ่งที่ดีกันถ้วนทั่วทุกคน สวัสดีปีใหม่ครับ
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันในปี พ.ศ.ใหม่ แต่ที่เกริ่นไปไม่ใช่ผมจะมาพูดเรื่องการส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่หรอกนะครับ และก็ไม่ได้จะมาขวางโลก แต่ก็คิดจริง ๆว่าทุกๆวันนั้นก็เหมือน ๆกัน จะสุขจะทุกข์มันก็มีได้ในทุกๆวันและก็เริ่มต้นกันใหม่ได้ในทุก ๆวันอีกเช่นกัน ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษและต้องรอที่จะเริ่มต้น หรือลืมอะไรกันเป็นปี ๆไป ถ้าต้องการมันทำได้ทุกวันอะไรที่ดี ๆก็เก็บไว้อะไรที่ไม่ดีก็เก็บไว้ เก็บไว้เป็นฐานความรู้ว่าสิ่งใดดีไม่ดี สิ่งใดเคยรู้สึกดีไม่ดี เป็นฐานข้อมูลเดิมๆ แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดความถูกต้องนะ แค่เป็นฐานข้อมุลเทียบเคียงเมื่อวันเปลี่ยนไปมันอาจจะใช้ไม่ได้แล้วก็ได้ อย่าไปติดอยู่กับข้อมูลเดิม ๆ หากเมื่อวานนี้รู้สึกไม่ดีวันนี้ก็เริ่มกันใหม่ได้ และอย่างไรวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของปี และพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันใหม่ในปี พ.ศ.ใหม่แล้ว ถ้ามันยังไม่ดี พรุ่งนี้ก็เอาใหม่นะ
ผมไม่ได้กำลังจะพูดถึง ที่ดินทำเลทองที่น่าจะไปจับจองไว้ปลูกสร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัย หรือทำการค้า หรือพูดถึงพื้นที่ ๆกำลังจะมีถนนหลวงตัดผ่าน กำลังจะมีการจัดสร้างโรงงานของบริษัทใหญ่ ๆ หรอกนะครับ พื้นที่ๆผมจะพูดถึงนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่ว่าไม่ใกล้เพราะดูแล้วหลาย ๆคนไม่เคยคิดถึงกันเลย และที่ว่าไม่ไกลเพราะอันที่จริงพื้นที่ ๆว่านี้ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกันกับตัวเราเลยพื้นที่นี้อยู่ติดกับตัวเราตลอด เวลา ที่ ๆผมต้องการจะพูดถึงนี้ก็คือพื้นที่ในความคิดของตัวเราครับ
(มีต่อ..ยังไม่จบ)
เขียนทิ้งค้างไว้เป็นเดือนแต่ไม่ได้มาเขียนต่อเสียทีวันนี้โอกาสดีมาว่ากันต่อ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าไม่ใช่ปรมจารย์ด้านการตั้งจุดหมายเป้าหมาย หรือเป็นนักพูดให้กำลังใจใด ๆทั้งสิ้นเป็นแต่เพียงอีกคนที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อความที่ว่าคนเราจะเป็นอย่างที่เขาคิด อะไรที่อยู่ในเวลาส่วนใหญ่ของความคิดไม่ช้าไม่นานมันก็จะปรากฎออกมาเป็นชีวิตของคนนั้น ๆ หากเราใส่ใจอยู่แต่กับเรื่องทีี่ไม่ดี ผมอยากจะรู้จริงๆว่าเราจะหาเอาแบบอย่างที่ดี ๆจากไหนมาประพฤติปฎิบัติได้ เราสนใจใส่ใจอยู่กับสิ่งไหนเราก็จะมีความรู้ในสิ่งนั้น หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นมากที่สุด คิดอย่างไรได้อย่างนั้น ว่างั้น เพราะฉะนั้นเราจึงควรสนใจใส่ใจให้มาก ๆว่าเราใช้เวลาในการคิดเกี่ยวกับสิ่งใดมากที่สุด ถ้าเป็นสิ่งที่เราต้องการก็นับว่าดีมาก แต่หากเต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่ต้องการและเป็นประโยชน์กับตัวเราเลย ก็น่าที่จะใช้ความพยายามหันเหความคิดของเราออกไปเสียจากเรื่องนั้น ๆ แล้วหันเข้าหาสิ่งที่ต้องการ ใช้เวลากับสิ่งที่ต้องการ และเป็นประโยชน์กับตัวเองให้มาก ๆ ลองตรวจทานดูว่าพื้นที่แห่งอนาคตนี้ เต็มไปด้วยสิ่งที่ฝันถึงหรือเปล่า เพราะไม่ช้าไม่นานสิ่งเหล่านั้นก็จะปรากฎเป็นความจริงออกมา
ผมไม่ได้กำลังจะพูดถึง ที่ดินทำเลทองที่น่าจะไปจับจองไว้ปลูกสร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัย หรือทำการค้า หรือพูดถึงพื้นที่ ๆกำลังจะมีถนนหลวงตัดผ่าน กำลังจะมีการจัดสร้างโรงงานของบริษัทใหญ่ ๆ หรอกนะครับ พื้นที่ๆผมจะพูดถึงนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่ว่าไม่ใกล้เพราะดูแล้วหลาย ๆคนไม่เคยคิดถึงกันเลย และที่ว่าไม่ไกลเพราะอันที่จริงพื้นที่ ๆว่านี้ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกันกับตัวเราเลยพื้นที่นี้อยู่ติดกับตัวเราตลอดเวลา ที่ ๆผมต้องการจะพูดถึงนี้ก็คือพื้นที่ในความคิดของตัวเราครับ
(มีต่อ..ยังไม่จบ)
ที่เล่าเรื่องลุงเคนให้ฟัง ก็เพราะเวลาที่ท้อใจก็มักจะนึกถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ ๆ แต่นอกจากลุงเคนแล้วก็ยังมีคนอื่น ๆอีกมากมายที่มีเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นกำลังใจให้กับเราในยามที่เกิดท้อใจขึ้นมาได้ นอกจากคนดัง ๆ คนในประวัติศาสตร์แล้ว เรื่องราวของคนรอบ ๆตัว หรือภาระหน้าที่ต่าง ๆที่ตั้งใจจะไปกระทำนั้นเหล่านี้ ก็เป็นกำลังใจให้กับเราได้ สำคัญที่้เราต้องรู้ตัวเองให้ได้ก่อนว่าเรานั้นเป็นอะไร เกิดท้อใจจากเรื่องอะไร เราจะได้เลือกแบบอย่างหรือตัวอย่างที่จะเอามาเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราได้ถูกต้องถูกเวลา
เมื่อก่อนผมมักจะคิดถึงเด็กเล็ก ๆเด็กทียังต้องการ ๆดูแลเอาใจใส่ประคบประหงมจากคนที่โตกว่า คนที่แข็งแรงกว่าหากเราที่แข็งแรงกว่าโตกว่าเอาแต่อ่อนแอแล้วใครจะดูแลเด็ก ๆเหล่านั้นเด็ก ๆที่เป็นเผ่าพงษ์ของมนุษย์ที่จะสืบทอดดำรงค์เผ่าพันธุ์ของมนุษย์กันต่อไป ฟังแล้วอาจดูเพ้อ ๆแต่นั่นก้เป็นแรงบันดาลใจของผมจริงๆเมื่อยามท้อใจ จนต่อมาเมื่อเพ่งความสนใจไปที่การทำมาหากินให้ประสบความสำเร็จเพื่อจะได้ช่วยเหลือคนอื่น ๆต่อไป ยามท้อขึ้นมาก็จะนึกถึงตำนานของลุงเคนแล้วได้กำลังใจดี
และที่สำคัญอย่าปล่อยให้ท้อก่อนแล้วค่อยมาทำความรู้จักตัวเอง
เป็นหัวข้อสนทนาในชุมชนบนเน็ตชุมชนหนึ่งที่บังเอิญผ่านเข้าไปเมื่อหลายวันก่อน ก็พยายามจะเสนอความคิดห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขาด้วยเหมือนกัน แต่เพราะไม่ใช่สมาชิกแฟนประจำเลยไม่รู้ว่าจะกดสร้างข้อความได้ที่ตรงไหน ก็ได้แต่คิดค้างอยู่ในใจแล้วก็จากมา แต่คิดว่าประเด็นนี้นั้นน่าสนใจเลยอยากจะเอ่ยถึงกันสักหน่อย ส่วนตัวเคยมีคนถามด้วยข้อความเดียวกันนี้เมื่อหลายปีก่อนครั้งนั้นก็ตอบไม่ได้ชัดเจนในความรู้สึกของตัวเองเท่าไหร่ ในเวลาต่อ ๆมาเมื่อรู้จักตัวเองดีขึ้นนั้นหรอก จึงแน่ใจว่าเมื่อเกิดท้อขึ้นมาจะจัดการเยียวยาตัวเองอย่างไร
รู้จักลุงเคนไหมครับ ลุงเคนที่เป็นต้นแบบของตุ๊กตาคุณลุงแก่ ๆที่ตั้งหน้าร้านไก่ทอดคนนั้นน่ะ ใครรู้จักรมั่ง ผมไม่รู้จักหรอกนะ แต่พอจะรู้จักตำนานของลุงเคนมาบ้าง สำหรับเรื่องราวของลุงเคนคนนี้นี่แหละน่าจะเป็นกำลังให้ได้อย่างดีเมื่อเกิดท้อใจขึ้นมา อย่างน้อยก็สำหรับผมคนนึงล่ะ
ลุงเคนเป็นชาวรัฐเคนตั๊กกี้อริโซนาสหรัฐอเมริกา ในช่วงวัยหนุ่มที่ผ่านไปลุงเคนเป็นอะไรไม่ได้มากไปกว่าคนที่เรียกว่าล้มเหลวคนหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเหนือมนุษย์โลกคนอื่น ๆให้เห็นเลย เป็นลูกจ้างรับจ้างอยู่ในร้านกาแฟ เมียหอบลูกหนีเพราะทนความลำบากในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่ภายหลังก้ได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และใช้ชีวิตธรรมดาสามัญ จวบจนถึงวันต้องปลดเกษียรจากงาน ลุงเคนในวัย 64 ปี ย้ำ 64 ปี รู้สึกรันทดท้อกับชีวิตที่จะต้องเผชิญต่อไปในวัยชราที่ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเงินเล้ก ๆน้อยที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ คนทางโน้นค่อนข้างจะรู้สึกแย่ถ้าต้องใช้ชีวิตด้วยการรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ แม้มันจะแปลเป็นเงินไทยได้หลายบาทแต่ก็นับว่าน้อยมากเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โน่น ถือว่าเป็นเรื่องไรัศักดิ์ศรีกันพอดู
เมื่อคิดว่าจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างนั้นแล้ว ลุงเคนก็คิดว่าอย่าอยู่ไปให้อายฟ้าอายดินเลยดีกว่า และเมื่อตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะแล้วว่าจะฆ่าตัวตาย ที่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน ลุงเคนได้จรดปากกาลงกระดาษเพื่อเขียนจดหมายลาตายตั้งใจจะบรรยายความทุกข์ยากในชีวิตที่ผ่านมา แต่เมื่อเขียนเสร้จแล้วเมื่อมาลองอ่าน ๆดูปรากฎว่าในจดหมายลาตาย กลับเต็มไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะมีในชีวิต แต่กลับไม่เคยได้มีมันเลย เมื่อคิดได้ว่าชีวิตยังไม่เคยได้มีอะไรที่อยากมีเลย ลุงเคนจึงตัดสินใจว่าไม่ตายดีกว่าจะยอมตายไม่ได้ในเมื่อยังไม่เคยได้มีสิ่งที่ตัวเองต้องการในชีวิตนี้เลย
เมื่อคิดได้ดังนั้นแกก็เริ่มมาคิดดูแล้วว่าจะทำอะไรดีเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ แกลองนึกทบทวนดูว่าในชีวิตแกทำอะไรได้ดีมั่ง แล้วแกก็นึกถึงไก่ทอดสูตรที่เคยทำขึ้นมา ก็ถ้าแฮมเบอเกอร์ยังขายได้แล้วทำไมไก่ทอดจะขายไม่ได้ ว่าแล้วแกก็เอาสูตรไก่ทอดของแกออกตระเวนหาทุนรอนมาสร้างธุรกิจของแก โลกทั้งโลกเปิดอกต้อนรับไก่ทอดของลุงเคนความจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าครับ เราเห็นใช่ไหมครับร้านไก่ของแกเปิดคู่กับห้างใหญ่ ๆแทบทุกห้าง คงจะมีคนกุรีกุจอรีบมาช่วยแกหาทุนเพื่อสร้างธุรกิจไก่ทอดข้ามโลกกันใหญ่ แต่เปล่าเลยครับ ไม่มีใครให้เงินทุนกับลุงเคนเลยด้วยเหตุผลที่ว่าใคร ๆก็ทอดไก่กิน แล้วทำไมจะต้องมาซื้อสูตรไก่ทอดของแกด้วย เมื่อไม่มีธนาคารไหนให้ทุนอย่างนั้นลุงเคนกลับไปฆ่าตัวตายอีกหรือเปล่าครับ เปล่าครับ แกเทียวเดินขอทุนต่อไปอีกนับพันครั้งจนมีคนใจอ่อนยอมให้ทุนแกมาขายไก้จนได้ และนับเวลาหลังจากนั้น 20 ปี จึงเกิดเป็นเคนตั๊กกี้ ตำนานไก่ทอดบรรลือโลก ไก่ที่ใคร ๆก็ทำกินเอง แต่วันนี้ต้องไปซื้อกินกันที่ร้านเคนตั๊กกี้
ที่เล่ามานี่พอจะเป็นแรงบันดาลใจอะไรให้ใครได้บ้างหรือเปล่าครับ ทุกครั้งที่ผมท้อผมมักจะคิดถึงเรื่องของแกเสมอ คนอายุขนาดนั้น ล้มเหลวมาทั้งชีวิต ยังอุตส่าห์ใช้ชีวิตในบั้นปลายสร้างตำนานของตัวเองขึ้นมาจนได้ เราอายุเท่าไหร่ ล้มเหลวมากี่ครั้ง ทำไมถึงจะมายอมกันง่าย ๆอย่างนั้นล่ะ จริงมั๊ย!!