ตามหากัลยาณมิตร

คนที่อยู่รอบ ๆตัวเรานั้นมีมากมายหลายแบบ แต่แบบไหนบ้างที่เราควรจะเก็บเอาไว้ใกล้ตัวจริง ๆถ้าพูดแบบกว้าง ๆก็คงต้องบอกว่าเลือกคนที่ดี ๆมีความจริงใจ ไม่คิดร้ายกับเรา มีความมุ่งหวังอยากจะเห็นเราได้ดี ผมเองนั้นมีเพื่อนไม่เยอะครับ อันที่จริงจะว่ารู้จักคนไม่เยอะก็ไม่ใช่แต่ที่ผมรู้สึกว่าเป็นเพื่อนนับญาตกันว่าเป็นเพื่อนนั้นมีน้อย จริง ๆ คงเป็นที่ผมเป็นคนที่ยุ่งยากมากเรื่องกับเรื่องนี้ด้วยกระมัง แต่เมื่อมาคิดพินจพิจารณาดูกันให้ดี ๆ สิ่งหนึ่งที่ผมได้พบคือ ตัวผมเองยังไม่เคยทำความรู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างเพียงพอเลยว่าตัวเองนั้นเป็นคนเช่นไร แล้วอย่างนี้จะให้มานับใครเป็นเพื่อนได้ก็คงยากเพราะยังไม่รู้เลยแม้แต่ว่าตัวเองต้องการอะไร ในหลาย ๆคราวผมรู้สึกว่ามีคนที่หวังดีกับผมเยอะนะ แต่กลับส่งผลร้าย ไม่ใช่เขาประสงค์ร้าย แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักตัวเองดีพอ บางครั้งความหวังดีของคนอื่น ๆที่มีให้กลับมาทำความอึดอัดให้กับตัวเอง เพราะรู้สึกทำให้ตัวเองเขวไป บางครั้งก็ไม่ทันได้รู้สึกเพราะตัวเองก็ไม่รู้จะไปทางไหนอยู่แล้วก็เดินผิดทิศผิดทางไป เลยทำให้ระวังตัวไม่สนิทกับใครได้ง่าย ๆ  ทำไมเมื่อต้องการรู้เรื่องอะไรสักเรื่องถึงถามคนรอบ ๆตัวก็มีแต่ไม่รู้ ทำไมต้องการอยากจะทำงานสักอย่างก็ไม่มีใครที่อยู่ใกล้ ๆพอจะแนะนำได้ ทำไมเรานับหนึ่ง แทนที่จะมีคนนับสองสามสี่ กลับมีคนขานว่า ค.ควาย ซ้ำร้ายบางทียังมีว่า แล้วจะนับไปทำไมอีกต่างหาก   รู้สึกว่าคนรอบ ๆกายนี้ไม่มีใครจะส่งเสริมให้ได้ดีอย่างใจเลย แต่ทั้งนี้ก็เพราะตัวเราเองไม่รู้จักตัวเองอย่างดีพอจึงไม่ได้สั่งสมมวลมิตรคนรอบข้างที่คอยเกื้อหนุนตัวเรา หาใช่ความผิดของใครหรือใครไม่หวังดีกับเราไม่ เพราะฉะนั้นถ้าหากอยากจะมีคนรอบ ๆตัวที่ช่วยเหลือเกื้อกูลหรือสนับสนุนกัน ก่อนอื่นต้องรู้ให้แน่เสียก่อนว่าตัวเองต้องการอยากจะหาสิ่งใด ถึงตอนนั้นแล้วก็จะรู้ว่าคิดหวังสิ่งใดจากใคร รวมทั้งใคร ๆเขาก้จะรู้ด้วยว่าเขาจะช่วยเหลือสิ่งใดเราได้ ผมเป็นคนโชคดีมากที่แม้ในวันที่ยังไม่เข้าใจตัวเองดีพอก็มีคนที่หวังดีอยู่แวดล้อมตัวอยู่หลายคนแม้คำแนะนำความคิดเห็นที่มีให้กับเราจะไม่ได้ถูกใจและนำมาใช้ได้ (เพราะเขาเองก็คงไม่รู้ว่าจะแนะนำอะไร) แต่ความหวังดี และกวังอยากจะเห็นเราได้ดีนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยมอย่างน่าชื่นใจ ถึงวันนี้เมื่อเข้าใจตัวเองดีขึ้นคราวนี้ก้รู้แล้วว่าอยากจะคบหากับใครคนประเภทไหน และใคร ๆก็คงรู้ว่าจะช่วยอะไรได้บ้างรวมทั้งเรา ก็รู้ว่าจะคบหาใครแบบไหนและช่วยเหลือใครเขาได้อย่างไร และทุกๆอย่างจะเกิดเป็นขึ้นมาไม่ได้หากไม่รู้ความต้องการที่แน่ชัดของตัวเองก่อน

สวัสดีปีใหม่

สวัสดีปีใหม่ทุก ๆคน ส่วนตัวเริ่มต้นวันนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่หัวเสียหงุดหงิดตั้งแต่เช้าเลย อย่างไรก็ไม่ได้ถือเอาเป็นฤกษ์ร้ายของการเริ่มต้นหรอก อย่างที่บอกไปเราเริ่มต้นกันใหม่ได้ในทุก ๆวันทุก ๆเวลาอยู่แล้ว คนอื่น ๆไม่รู้เป้นอย่างไรบ้างอย่างไรก็ขอให้มีความสุขสนุกกันให้เต็มที่และขอให้สิ่งดี ๆจงบังเกิดกับทุก ๆคนตลอดทุก ๆที่ทุก ๆเวลา อยากให้ทุกคนได้คิดหวังกันในสิ่งที่ดีได้รับในสิ่งที่ดีกันถ้วนทั่วทุกคน สวัสดีปีใหม่ครับ

ทุกวันคือชีวิตใหม่

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันในปี พ.ศ.ใหม่ แต่ที่เกริ่นไปไม่ใช่ผมจะมาพูดเรื่องการส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่หรอกนะครับ และก็ไม่ได้จะมาขวางโลก แต่ก็คิดจริง ๆว่าทุกๆวันนั้นก็เหมือน ๆกัน จะสุขจะทุกข์มันก็มีได้ในทุกๆวันและก็เริ่มต้นกันใหม่ได้ในทุก ๆวันอีกเช่นกัน ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษและต้องรอที่จะเริ่มต้น หรือลืมอะไรกันเป็นปี ๆไป ถ้าต้องการมันทำได้ทุกวันอะไรที่ดี ๆก็เก็บไว้อะไรที่ไม่ดีก็เก็บไว้ เก็บไว้เป็นฐานความรู้ว่าสิ่งใดดีไม่ดี สิ่งใดเคยรู้สึกดีไม่ดี เป็นฐานข้อมูลเดิมๆ แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดความถูกต้องนะ แค่เป็นฐานข้อมุลเทียบเคียงเมื่อวันเปลี่ยนไปมันอาจจะใช้ไม่ได้แล้วก็ได้ อย่าไปติดอยู่กับข้อมูลเดิม ๆ หากเมื่อวานนี้รู้สึกไม่ดีวันนี้ก็เริ่มกันใหม่ได้ และอย่างไรวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของปี และพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันใหม่ในปี พ.ศ.ใหม่แล้ว ถ้ามันยังไม่ดี พรุ่งนี้ก็เอาใหม่นะ

พื้นที่แห่งอนาคต

ผมไม่ได้กำลังจะพูดถึง ที่ดินทำเลทองที่น่าจะไปจับจองไว้ปลูกสร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัย หรือทำการค้า หรือพูดถึงพื้นที่ ๆกำลังจะมีถนนหลวงตัดผ่าน กำลังจะมีการจัดสร้างโรงงานของบริษัทใหญ่ ๆ หรอกนะครับ พื้นที่ๆผมจะพูดถึงนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่ว่าไม่ใกล้เพราะดูแล้วหลาย ๆคนไม่เคยคิดถึงกันเลย และที่ว่าไม่ไกลเพราะอันที่จริงพื้นที่ ๆว่านี้ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกันกับตัวเราเลยพื้นที่นี้อยู่ติดกับตัวเราตลอด เวลา ที่ ๆผมต้องการจะพูดถึงนี้ก็คือพื้นที่ในความคิดของตัวเราครับ

(มีต่อ..ยังไม่จบ)

เขียนทิ้งค้างไว้เป็นเดือนแต่ไม่ได้มาเขียนต่อเสียทีวันนี้โอกาสดีมาว่ากันต่อ

ก่อนอื่นต้องบอกว่าไม่ใช่ปรมจารย์ด้านการตั้งจุดหมายเป้าหมาย หรือเป็นนักพูดให้กำลังใจใด ๆทั้งสิ้นเป็นแต่เพียงอีกคนที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อความที่ว่าคนเราจะเป็นอย่างที่เขาคิด อะไรที่อยู่ในเวลาส่วนใหญ่ของความคิดไม่ช้าไม่นานมันก็จะปรากฎออกมาเป็นชีวิตของคนนั้น ๆ หากเราใส่ใจอยู่แต่กับเรื่องทีี่ไม่ดี ผมอยากจะรู้จริงๆว่าเราจะหาเอาแบบอย่างที่ดี ๆจากไหนมาประพฤติปฎิบัติได้ เราสนใจใส่ใจอยู่กับสิ่งไหนเราก็จะมีความรู้ในสิ่งนั้น หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นมากที่สุด คิดอย่างไรได้อย่างนั้น ว่างั้น เพราะฉะนั้นเราจึงควรสนใจใส่ใจให้มาก ๆว่าเราใช้เวลาในการคิดเกี่ยวกับสิ่งใดมากที่สุด ถ้าเป็นสิ่งที่เราต้องการก็นับว่าดีมาก แต่หากเต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่ต้องการและเป็นประโยชน์กับตัวเราเลย ก็น่าที่จะใช้ความพยายามหันเหความคิดของเราออกไปเสียจากเรื่องนั้น ๆ แล้วหันเข้าหาสิ่งที่ต้องการ ใช้เวลากับสิ่งที่ต้องการ และเป็นประโยชน์กับตัวเองให้มาก ๆ ลองตรวจทานดูว่าพื้นที่แห่งอนาคตนี้ เต็มไปด้วยสิ่งที่ฝันถึงหรือเปล่า เพราะไม่ช้าไม่นานสิ่งเหล่านั้นก็จะปรากฎเป็นความจริงออกมา

พื้นที่แห่งอนาคต

ผมไม่ได้กำลังจะพูดถึง ที่ดินทำเลทองที่น่าจะไปจับจองไว้ปลูกสร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัย หรือทำการค้า หรือพูดถึงพื้นที่ ๆกำลังจะมีถนนหลวงตัดผ่าน กำลังจะมีการจัดสร้างโรงงานของบริษัทใหญ่ ๆ หรอกนะครับ พื้นที่ๆผมจะพูดถึงนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่ว่าไม่ใกล้เพราะดูแล้วหลาย ๆคนไม่เคยคิดถึงกันเลย และที่ว่าไม่ไกลเพราะอันที่จริงพื้นที่ ๆว่านี้ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกันกับตัวเราเลยพื้นที่นี้อยู่ติดกับตัวเราตลอดเวลา ที่ ๆผมต้องการจะพูดถึงนี้ก็คือพื้นที่ในความคิดของตัวเราครับ

(มีต่อ..ยังไม่จบ)

ทำอย่างไรเวลาที่เกิดท้อใจขึ้นมา(ทำความรู้จักตัวเอง)

ที่เล่าเรื่องลุงเคนให้ฟัง ก็เพราะเวลาที่ท้อใจก็มักจะนึกถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ ๆ แต่นอกจากลุงเคนแล้วก็ยังมีคนอื่น ๆอีกมากมายที่มีเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นกำลังใจให้กับเราในยามที่เกิดท้อใจขึ้นมาได้ นอกจากคนดัง ๆ คนในประวัติศาสตร์แล้ว เรื่องราวของคนรอบ ๆตัว หรือภาระหน้าที่ต่าง ๆที่ตั้งใจจะไปกระทำนั้นเหล่านี้ ก็เป็นกำลังใจให้กับเราได้ สำคัญที่้เราต้องรู้ตัวเองให้ได้ก่อนว่าเรานั้นเป็นอะไร เกิดท้อใจจากเรื่องอะไร เราจะได้เลือกแบบอย่างหรือตัวอย่างที่จะเอามาเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราได้ถูกต้องถูกเวลา

เมื่อก่อนผมมักจะคิดถึงเด็กเล็ก ๆเด็กทียังต้องการ ๆดูแลเอาใจใส่ประคบประหงมจากคนที่โตกว่า คนที่แข็งแรงกว่าหากเราที่แข็งแรงกว่าโตกว่าเอาแต่อ่อนแอแล้วใครจะดูแลเด็ก ๆเหล่านั้นเด็ก ๆที่เป็นเผ่าพงษ์ของมนุษย์ที่จะสืบทอดดำรงค์เผ่าพันธุ์ของมนุษย์กันต่อไป ฟังแล้วอาจดูเพ้อ ๆแต่นั่นก้เป็นแรงบันดาลใจของผมจริงๆเมื่อยามท้อใจ จนต่อมาเมื่อเพ่งความสนใจไปที่การทำมาหากินให้ประสบความสำเร็จเพื่อจะได้ช่วยเหลือคนอื่น ๆต่อไป ยามท้อขึ้นมาก็จะนึกถึงตำนานของลุงเคนแล้วได้กำลังใจดี

และที่สำคัญอย่าปล่อยให้ท้อก่อนแล้วค่อยมาทำความรู้จักตัวเอง

ทำอย่างไรเวลาที่เกิดท้อใจขึ้นมา (ตำนานลุงเคน)

เป็นหัวข้อสนทนาในชุมชนบนเน็ตชุมชนหนึ่งที่บังเอิญผ่านเข้าไปเมื่อหลายวันก่อน ก็พยายามจะเสนอความคิดห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขาด้วยเหมือนกัน แต่เพราะไม่ใช่สมาชิกแฟนประจำเลยไม่รู้ว่าจะกดสร้างข้อความได้ที่ตรงไหน ก็ได้แต่คิดค้างอยู่ในใจแล้วก็จากมา แต่คิดว่าประเด็นนี้นั้นน่าสนใจเลยอยากจะเอ่ยถึงกันสักหน่อย ส่วนตัวเคยมีคนถามด้วยข้อความเดียวกันนี้เมื่อหลายปีก่อนครั้งนั้นก็ตอบไม่ได้ชัดเจนในความรู้สึกของตัวเองเท่าไหร่ ในเวลาต่อ ๆมาเมื่อรู้จักตัวเองดีขึ้นนั้นหรอก จึงแน่ใจว่าเมื่อเกิดท้อขึ้นมาจะจัดการเยียวยาตัวเองอย่างไร

รู้จักลุงเคนไหมครับ ลุงเคนที่เป็นต้นแบบของตุ๊กตาคุณลุงแก่ ๆที่ตั้งหน้าร้านไก่ทอดคนนั้นน่ะ ใครรู้จักรมั่ง ผมไม่รู้จักหรอกนะ แต่พอจะรู้จักตำนานของลุงเคนมาบ้าง สำหรับเรื่องราวของลุงเคนคนนี้นี่แหละน่าจะเป็นกำลังให้ได้อย่างดีเมื่อเกิดท้อใจขึ้นมา อย่างน้อยก็สำหรับผมคนนึงล่ะ

ลุงเคนเป็นชาวรัฐเคนตั๊กกี้อริโซนาสหรัฐอเมริกา ในช่วงวัยหนุ่มที่ผ่านไปลุงเคนเป็นอะไรไม่ได้มากไปกว่าคนที่เรียกว่าล้มเหลวคนหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเหนือมนุษย์โลกคนอื่น ๆให้เห็นเลย เป็นลูกจ้างรับจ้างอยู่ในร้านกาแฟ เมียหอบลูกหนีเพราะทนความลำบากในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่ภายหลังก้ได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และใช้ชีวิตธรรมดาสามัญ จวบจนถึงวันต้องปลดเกษียรจากงาน ลุงเคนในวัย 64 ปี ย้ำ 64 ปี รู้สึกรันทดท้อกับชีวิตที่จะต้องเผชิญต่อไปในวัยชราที่ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเงินเล้ก ๆน้อยที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ คนทางโน้นค่อนข้างจะรู้สึกแย่ถ้าต้องใช้ชีวิตด้วยการรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ แม้มันจะแปลเป็นเงินไทยได้หลายบาทแต่ก็นับว่าน้อยมากเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โน่น ถือว่าเป็นเรื่องไรัศักดิ์ศรีกันพอดู

เมื่อคิดว่าจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างนั้นแล้ว ลุงเคนก็คิดว่าอย่าอยู่ไปให้อายฟ้าอายดินเลยดีกว่า และเมื่อตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะแล้วว่าจะฆ่าตัวตาย ที่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน ลุงเคนได้จรดปากกาลงกระดาษเพื่อเขียนจดหมายลาตายตั้งใจจะบรรยายความทุกข์ยากในชีวิตที่ผ่านมา แต่เมื่อเขียนเสร้จแล้วเมื่อมาลองอ่าน ๆดูปรากฎว่าในจดหมายลาตาย กลับเต็มไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะมีในชีวิต แต่กลับไม่เคยได้มีมันเลย เมื่อคิดได้ว่าชีวิตยังไม่เคยได้มีอะไรที่อยากมีเลย ลุงเคนจึงตัดสินใจว่าไม่ตายดีกว่าจะยอมตายไม่ได้ในเมื่อยังไม่เคยได้มีสิ่งที่ตัวเองต้องการในชีวิตนี้เลย

เมื่อคิดได้ดังนั้นแกก็เริ่มมาคิดดูแล้วว่าจะทำอะไรดีเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ แกลองนึกทบทวนดูว่าในชีวิตแกทำอะไรได้ดีมั่ง แล้วแกก็นึกถึงไก่ทอดสูตรที่เคยทำขึ้นมา ก็ถ้าแฮมเบอเกอร์ยังขายได้แล้วทำไมไก่ทอดจะขายไม่ได้ ว่าแล้วแกก็เอาสูตรไก่ทอดของแกออกตระเวนหาทุนรอนมาสร้างธุรกิจของแก โลกทั้งโลกเปิดอกต้อนรับไก่ทอดของลุงเคนความจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าครับ เราเห็นใช่ไหมครับร้านไก่ของแกเปิดคู่กับห้างใหญ่ ๆแทบทุกห้าง คงจะมีคนกุรีกุจอรีบมาช่วยแกหาทุนเพื่อสร้างธุรกิจไก่ทอดข้ามโลกกันใหญ่ แต่เปล่าเลยครับ ไม่มีใครให้เงินทุนกับลุงเคนเลยด้วยเหตุผลที่ว่าใคร ๆก็ทอดไก่กิน แล้วทำไมจะต้องมาซื้อสูตรไก่ทอดของแกด้วย เมื่อไม่มีธนาคารไหนให้ทุนอย่างนั้นลุงเคนกลับไปฆ่าตัวตายอีกหรือเปล่าครับ เปล่าครับ แกเทียวเดินขอทุนต่อไปอีกนับพันครั้งจนมีคนใจอ่อนยอมให้ทุนแกมาขายไก้จนได้ และนับเวลาหลังจากนั้น 20 ปี จึงเกิดเป็นเคนตั๊กกี้ ตำนานไก่ทอดบรรลือโลก ไก่ที่ใคร ๆก็ทำกินเอง แต่วันนี้ต้องไปซื้อกินกันที่ร้านเคนตั๊กกี้

ที่เล่ามานี่พอจะเป็นแรงบันดาลใจอะไรให้ใครได้บ้างหรือเปล่าครับ ทุกครั้งที่ผมท้อผมมักจะคิดถึงเรื่องของแกเสมอ คนอายุขนาดนั้น ล้มเหลวมาทั้งชีวิต ยังอุตส่าห์ใช้ชีวิตในบั้นปลายสร้างตำนานของตัวเองขึ้นมาจนได้ เราอายุเท่าไหร่ ล้มเหลวมากี่ครั้ง ทำไมถึงจะมายอมกันง่าย ๆอย่างนั้นล่ะ จริงมั๊ย!!

ลงมือทำ

รู้สึกเบื่อ ๆตัวเองกับอาการลังเล ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมลงมือทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันกันบ้างหรือเปล่า แน่นอนไม่มีใครอยากเห็นตนเองเป็นบุคคลเช่นนี้หรอก แต่เราก็ยังเป็น มันมีเหตุผลอะไรกันนักหนาหรือ ที่ทำให้เราผัดผ่อนธุระที่ต้องทำของเราออกไปเรื่อย ๆอย่างไม่มีกำหนด ที่จริงคือมันมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังการไม่ตัดสินใจลงมือทำของเราหรือเปล่า เราขี้เกียจ..สันหลังยาว..เป็นนิสัย..เหอ ๆ เราไม่มีเวลา.. อันนี้เหตุผลดีจริง ๆ แต่อย่างไรคนเราก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคนนะ หรือว่าเราไม่ได้อยากลงมือทำ เพราะเหตุใดเราจึงไม่อยากลงมือทำ เพราะเหตุใดเราจึงขี้เกียจ แล้วการทำสิ่งดี ๆสำหรับตัวเองนี่เราจะอ้างได้หรือเปล่าว่าเราไม่มีเวลา แล้วเราเอาเวลาไปทำสิ่งใดที่มีค่ามากมายนักหรือ มันมีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง ทุกครั้งที่เกิดอาการนี้เราน่าจะได้ทบทวนเหตุผลกันดูบ้าง เพื่อไม่ให้กลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี หลาย ๆครั้งที่สำรวจลึกลงไปในรายละเอียด มีหลายครั้งที่ตัวเองพบว่า เหตุผลที่ไม่ลงมือทำเพราะเชื่อว่าทำแล้วมันจะไม่ประสบผลสำเร็จ แล้วจะลงมือทำไปทำไม หรือเพราะแท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้ต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงๆแค่คิดเห็นว่าสมควรจะทำเท่านั้นเอง หรือที่ขี้เกียจก็เพราะสิ่งที่ว่าน่าจะทำนั้นมันไม่ได้มีความสำคัญกับเราจริง ๆ ทุกอย่างเป็นเหตุผลได้ทั้งนั้นและถูกทั้งนั้น แต่จะถูกหรือไม่สำหรับการไม่ลงมือทำสิ่งนั้น ๆนี่สิอันนี้ที่อยากจะชวนมาคิดกันให้มาก ๆนอกจากจะรู้สาเหตุการไม่ลงมือทำแล้ว จัดการแก้อาการกันแล้ว ก็น่าที่จะได้เลือกลงมือทำกันอย่างถูกต้องด้วย เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับชีวิต.(ต่อ)

เปลี่ยนแล้ว

เรียบร้อย สำหรับการเปลี่ยนอักษรตัวสะกดของชื่อ ประสพสุข เป็น ประสบสุข ด้วยเหตุผลว่าเขาเลิกใช้กันไปนานแล้ว และเพื่อเป็นศิริมงคลตามที่นึกคิดเอาเอง เหอ ๆ.. แต่ก็รู้สึกกับตัวเองดีขึ้นนะมันอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง เมื่อมันเปลี่ยนก็ทำให้การแปลความหมายแตกต่างออกไป สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายสื่อไปถึงเรื่องอะไรบ้าง คงจะไม่สืบค้นมาเล่าบอกไว้ที่นี่ขอเก็บเอาไว้กับตัวเองคนเดียว และในเรื่องนี้สำหรับคนอื่น ๆที่มีเรื่องของความเชื่อเข้าไปรวมอยู่ด้วยก็จะมีแนวคิดในการเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสกุลตรงนี้แตกต่างกันออกไป บ้างเปลี่ยนแล้วก็ดีขึ้น มีผลไปในทางที่ปรารถนา บ้างก็เปลี่ยนไม่รู้สักกี่รอบ จนกลัับมาใช้ชื่ออันเดิมอีก ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง บางคนบอกเปลี่ยนแล้วชีวิตจะดีขึ้นก็ดีขึ้นจริง ๆ แต่ไม่มีใครจดจำชื่อใหม่ที่ตั้งได้เลย ยังคงเรียกแต่ชื่อเดิมที่ว่าไม่ดีนั่น สุดแล้วแต่ความเชื่อหรือสุดแล้วแต่ใครจะเป็น ไม่มีความเห็นหรือเคล็ดอะไรที่จะพูดบอกกับใครได้..

ข้อคิดที่เคยเขียนไว้

จิตตก>จิตอกุศล

Posted By admin on สิงหาคม 30th, 2009

ใน การใช้ชีวิตระหว่างวันระหว่างช่วงเวลา จิตใจได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆมากมายหากใครได้เคยฝึกกำหนดรู้ก็คงพอจะเคยได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ การรับรู้ของจิตใจ และเท่าทันปฎิกริยาที่มีต่อสิ่งที่รับรู้ต่อนั้นเร็วมาก บัดเดี๋ยวดีบัดเดี๋ยวร้าย ในยามที่สิ่งต่าง ๆเป็นไปตามคาดหมายจิตใจก็ร่าเริงฮึกเหิม แต่ในยามที่แต่ละสิ่งเป็นไปในทิศทางที่ไม่ได้ดั่งหวังหากไม่เท่าทันความ รู้สึก จิตก็จะหวั่นไหวไปในยามนี้แหละ ความคิดความรู้สึกร้าย ๆจะประดังกันเข้ามา หากฝึกจิตใจไว้ดีให้รู้เท่าทันตัวเองก็จะนำพาความคิดจิตใจกลับมาอยู่ในทิศ ทางที่เหมาะควรได้ง่าย แต่ถ้าเป็นจิตที่ไม่รู้เท่าทันตัวเองการหลงทางไปของจิตใจก็ดูจะเป็นเรื่อง ง่ายดาย และไม่รู้ตัวเลยว่าความคิด ความรู้สึกของตัวเองนั้นได้ไปอยู่ผิดที่หรือเสียศูนย์เสียสมดุลไปแล้ว เมื่อจิตที่ฮึกเหิมอ่อนแรงตกลงไป เมื่อความคิดร้าย ๆความหวาดกลัวคลืบคลานรุกเข้ามา ความคิดจิตใจเต็มไปด้วยความคาดหวังไปในทางที่ร้าย ๆเป็นอกุศล ย่อมเพิ่มความยากลำบากในการคิดการตัดสินใจเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆที่มีผลออกมาไม่ได้เป็นอย่างใจ ให้ยากเพิ่มขึ้นไปอีก
ฉะนั้นจึงอยากจะชักชวนทุกคนให้รู้จักระวังจิตใจ ฝึกจิตใจ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนเมื่อถึงคราวที่จิตตกไป จะได้กู้กลับคืนมาโดยง่าย ไม่ปล่อยให้ความคิดอกุศลต่างๆครอบงำ และสามารถแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

กำหนดจุดสนใจ

Posted By admin on สิงหาคม 28th, 2009

สิงหาคม 8, 2009 – 12:03 pm

ความคิดของคนเรามักไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ใดที่หนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากไม่ทำการควบคุม การคิดการสนใจก็จะไม่มีทิศทาง และการจะไปให้ถึงปลายทางที่ตั้งใจก็เป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นเราลองสำรวจดูความคิดของเราว่ามันใจใส่ใจไปอยู่ที่เรื่องไหน เรื่องอะไร ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ถูกเรื่องเท่านั้น การตาดหวังหรือหวังผลในเรื่องนั้น ๆก็ต้องควบคุม การคิดดีมองโลกในแง่ดี เหล่านี้ก็จะส่งผลดีต่อตัวเรา เกิดกำลังใจในการมุมานะทำสิ่งที่ตนเองปรารถนาให้เป็นจริง เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีเกิดตามมา หากคาดหวังไปในทางร้ายๆจิตใจก็จะห่อเหี่ยวและไม่ชวนให้เกิดการลงมือทำ
เพราะฉะนั้นเราจึงควรสำรวจตรวจดูความคิดของเราให้ดีว่าใส่ใจสนใจอยู่กับสิ่ง ที่ตนเองต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องรีบเปลี่ยน แล้วกำหนดจุดสนใจใหม่วางแนวทางความคิดใหม่เพื่อเป็นหนทางนำตนเองไปสู่ทิศทาง ที่อยากดำเนินไป

เปลี่ยนโหมดอารมณ์

Posted By admin on สิงหาคม 28th, 2009

สิงหาคม 10, 2009 – 12:03 pm

เมื่อหลายปีก่อนผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ของนายแพทย์ท่านหนึ่ง
ต้องขอโทษทีที่จำชื่อไม่ได้ เนื้อหาในหนังสือเล่มที่ว่ามาพูดถึงว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น
มันไม่มีบวก มีลบ มันอยู่ที่ใจเราไปคิดตัดสินให้คุณค่ากับมันเองว่าดีหรือร้าย ถ้าเช่นนั้นทำไมเราไม่เลือกที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นหรือความรู้สึกที่มีกับ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเล่า ผมเองก็คิดว่าเปลี่ยนได้นะ พอเข้าใจดังนั้นก็ได้อรรถธิบายให้กับคนใกล้ตัวฟัง แต่ผลตอบกลับกลายเป็นว่า
ทำไม่ได้ ถ้ามีเรื่องชวนให้ต้องโมโหก็ต้องโมโหจะไม่ให้โมโหได้อย่างไร ด้วยความเข้าใจว่าความคิดของคนเรานั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ ผมจึงละความไว้แต่เพียงเท่านั้น ส่วนตัวเองแม้จะมีความเข้าใจ และตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งต่างๆรอบตัว ให้มันส่งผลดีต่อตัวเราเอง ก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ เมื่อเกิดเรื่องที่เราเคยจดจำได้ว่าต้องโมโหก็โมโห กว่าจะเปลี่ยนทัศนคติต่อเรื่องราวต่างๆได้ก็ใช้เวลานานกันพอสมควร ครั้งนั้นเป็นเรื่องที่จอดรถนะ ผมจำได้อย่างดี ทุกครั้งที่เห็นรถจอดเกะกะขวางทางเข้าบ้านมีอันต้องหัวเสียไปทุกครั้ง แต่ก็พยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติ เปิดใจให้กว้างๆคิดถึงธุระความจำเป็นของผู้อื่น รวมทั้งถ้าที่สุดเป็นเพราะเขาเหล่านั้นนิสัยไม่ดี ไม่คิดถึงความเดือนร้อนของคนอื่น เอาแต่สะดวกตัวเองถ่ายเดียว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะโมโหผมพยายามเปลี่ยนความคิดและให้ความเห็น ต่อเหตุการณ์นั้นๆว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการที่เราต้องอยู่ร่วมกันหลายคน หลังจากพยายามอยู่นาน
เดี๋ยวนี้ทราบไหมครับว่า มีรถจอดปิดทางเข้าบ้าน หาทางเข้าบ้านไม่ได้ผมยังไม่โมโหเลย แต่ก็เช่นสมัยเดียวกันกับที่ผมพยายามอธิบายให้คนอื่นเข้าใจในครั้งแรก ทำไม่ได้ ก็เรื่องมันน่าโมโหจะไม่ให้โมโหได้ยังไง หรือ..(เป็นคำจำพวกไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้) ที่สุดแล้วก็แล้วแต่ใครๆจะฝึกจะหัดเอาเองแล้วกัน จะเลือกมองให้หัวเสีย หรือสบายใจ ก็แล้วแต่ใครๆจะเลือกเอา แต่ผมคนนึงที่รับรองด้วยตัวเองเลยว่าทำได้ แล้วแต่เราจะฉลาดที่จะเลือกมองเหตุการณ์ต่างๆยัง จะให้มันให้คุณให้โทษกับเราเราเลือกได้

ความหวาดกลัว,ความจริง,เหตุผล

Posted By admin on สิงหาคม 28th, 2009

สิงหาคม 13, 2009 – 11:27 am
ทุกครั้งที่กลัวเคยถามตัวเองหรือเปล่า แท้ที่จริงนั้นเรากลัวอะไร มีเหตุผลอะไรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความกลัวนั้น เช่นกลัวงูคุณคิดว่างูมันน่ากลัวจริงๆหรือเปล่า หรือคุณเชื่อว่างูนั้นมีพิษ หากงูนั้นกัดคุณอาจทำให้คุณได้รับอันตราย จบแค่นั้นหรือเปล่า หรือคุณกลัวว่าจะต้องเสียชีวิตจากพิษที่ได้รับ เสียชีวิตก็ไม่เท่าไหร่ การพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักนี่สิ การตายจากโอกาสดี ๆที่จะเข้ามาในชีวิต กลัวว่าตายไปใครจะดูแลบุคคลในความรับผิดชอบ ตายไปแล้วไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ไม่อยากตาย เห็นหรือเปล่าครับแน่ใจหรือเปล่าครับว่าคุณกลัวงู เมื่อหัวค่ำผมฆ่าตะขาบไปหนึ่งตัวด้วยความกลัวว่ามันจะมาต่อย ให้ได้รับความเจ็บปวด ที่จริงผมคิดว่าตะขาบมันก็กลัวคนอยู่เหมือนกันนะ เราตัวใหญ่กว่ามันหลายเท่า สิ่งที่มันรู้เมื่อหวาดกลัวภัยมาถึงตัวก็คือต่อยแล้วปล่อยพิษออกมาป้องกัน ตัว เพราะถ้ามันชอบต่อยสัตว์อื่น มันคงไม่วิ่งหนีเมื่อเข้าใกล้ ทั้งที่รู้อย่างนี้ ผมก็ตัดสินใจฆ่ามันเ้พื่อป้องกันตัวเอาไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะไปทำให้มันจวนตัวคิดว่าเกิดอันตราย และกัดต่อยเอา นี่คือความกลัวของผม กลัวว่าจะเจ็บปวด กลัวว่าจะต้องได้รับความไม่สบายตัวสบายกายจากความเจ็บปวด ความกลัวของผมทำให้ปลิดหนึ่งชีวิตไป ความกลัวนี่ก็น่ากลัวนะ
แต่ประเด็นที่พูดขึ้นมาไม่ใช่เรื่องที่ว่าเราหวาดกลัวแล้วทำให้เราทำอะไรลง ไปบ้าง แต่ที่ตั้งใจจะพูดถึง คืออยากให้ทุกคนได้รู้สึกตัว ได้รู้ตัว ว่าที่จริงแล้วที่รู้สึกกลัว หรือรู้สึกไปต่างๆนาๆนั้น มีเหตุผลอะไรที่อยู่เบื้องหลังกันแน่ อยากให้สังเกตอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองดู เพื่อความเข้าใจในตัวเอง เมื่อเข้าใจในตัวเองดีแล้วการลงมือทำหรือตัดสินใจทำอะไรก็จะเป็นไปด้วยความ เข้าใจ และเกิดผลที่ดีตามมา หรืออยู่ในการควบคุมของเรา

ซึมเศร้า หดหู่

Posted By admin on สิงหาคม 17th, 2009

ใคร เคยมีอาการแบบนี้บ้าง หรือกำลังเป็นอยู่ ก่อนอื่นต้องขอเตือนกันก่อนว่าอย่าได้ปล่อยให้อาการแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง นานๆ พอรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้ก็ให้รีบหาอะไรทำ หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้หลุดพ้นจากอาการแบบนี้ หากขืนปล่อยให้ความรู้สึกซึมเศร้าหดหู่อยู่กับเรานาน ๆในที่สุดก็จะกลายเป็นโรคซึมเศร้าไปได้ และอีกหลากหลายอาการทางอารมณ์ทางจิตก็จะตามมา เมื่ออารมณ์ดีแล้วถ้าเป็นไปได้ก็ลองหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอารมณืความรู้สึก แบบนั้นดูว่ามันเกิดขึ้นได้เพราะสาเหตุอะไร พอรู้สาเหตุแล้วก็ให้หาคำตอบให้กับเรื่องราวนั้นๆ หรือปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีกับเรื่องราวนั้นให้เป็นไปในทางที่ดี ไม่ให้เกิดความรู้สึกเศร้าเสียใจ ผิดหวัง ท้อแท้ หรือหมดทางแก้ ถ้าทำได้สิ่งเหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกัน และเป็นพื้นฐานที่ดีในจิตใจของเรา ให้พร้อมรับกับเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเราได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการซึมเศร้าหดหู่ก็มีด้วยกันหลายสาเหตุหลายเรื่องราว ผิดหวัง ว่างงาน อกหัก คนรักไม่เข้าใจ คนรอบข้างไม่เอาใจใส่ดูแล รู้สึกตัวเองไม่มีความสำคัญ รู้สึกตัวเองควบคุมจัดการอะไรไม่ได้ สิ่งต่างๆไม่เป็นไปอย่างใจ หรือได้รับรู้แต่เรื่องร้าย ๆ ไม่มีเรื่องที่น่ายินดีเลย ทุกเรื่องล้วนเป็นเหตุให้เกิดอาการซึมเศว้า หดหู่ ได้ทั้งนั้น
การรับรู้ข่าวสารจากทีวี หนังสือพิมม์ หรือคนรอบๆข้างเองก็เหมือนกัน การพูดคุยการสนใจใส่ใจอยู่กับเรื่องราวร้าย ๆนาน ๆเข้า ก็จะรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง รู้สึกโลกนี้ ชีวิตนี้เต็มไปด้วยเรื่องเลวร้าย พาลเบื่อโลก เบื่อหน่ายไม่อยากทำกิจการงานอะไร ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เลี่ยงเสียจากสิ่งต่าง ๆเหล่านี้
คนที่พูดไม่ดีชวนให้หมดหวังก็เลี่ยงๆการพบปะกันเสียบ้าง ทีวีหนังสือพิมม์ไม่เปิดรับเสียบ้างก็ดี แล้วเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ให้พยายามมองหาด้าน ดีของเรื่องราวเข้าไว้ตีค่า แปลความหมายของเรื่องราวรับรู้เอาไว้ในด้านที่ดี สิ่งต่าง ๆที่ว่านี้ จะช่วยลดอาการหดหู่ ซึมเศร้าลงไปได้ หรืออาจจะไม่มีเกิดขึ้นเลย เพราะจัดการมันได้แล้วเสียแต่ทีแรก ความรู้สึกแบบนี้มันไม่ดีเป็นอุปสรรคกับเราในการใช้ชีวิต..